Ekarit's profileMM!!'s spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    10/25/2009

    Just IC will lead to an accurate prediction??!!

    Will events evolve into the same result if they have the same initial condition?
    ถ้าเริ่มด้วยเงื่อนไขเริ่มต้นเดียวกัน ผลลัพธ์มันจะเหมือนกันไม๊
    What if we know the initial condition of one event, can we predict the result?
    แล้วถ้าเรารู้เงื่อนไขเริ่มต้นของเหตุการณ์หนึ่งๆ เราจะทำนายผลลัพธ์ได้ไม๊
    What if we can control a current condition of the system continuously, is it possible that anybody will know the final result after the system evolve with time?
    ถ้าเราสามารถควบคุณระบบได้อย่างต่อเนื่อง มันจะเป็นไปได้ไม๊ที่ใครๆจะล่วงรู้ได้ถึงผลลัพธ์สุดท้ายของระบบหลังจากที่มันวิวัฒน์ไปในเวลา
    My answer for this is that, it may be possible if and only if that the person who try to predict the event know the action that I perform on the system continuously.
    คำตอบของเราของเรื่องนี้คือ มันจะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อ บุคคลที่พยายามจะทำนายเหตุการณ์นั้น ล่วงรู้การกระทำที่เรากระทำลงไปอย่างต่อเนื่องกับระบบ
    Without this information, the acceptable accurate prediction of the system may not be possible.
    หากปราศจากข้อมูลนี้ การทำนายที่แม่นยำของระบบหนึ่งๆ ก็อาจจะเป็นไปไม่ได้
    The best prediction of the system may be achieved by extrapolating the available past information onto the system which is not necessarily true
    การทำนายที่ดีที่สุดสำหรับระบบนั้น อาจจะได้มาโดยการ ขยายแนวโน้มของข้อมูลในอดีตที่มีอยู่ลงบนระบบ ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นจริง
    With this in mind, I officially politely announce that there is the way to drive the system into an unpredictable path if the unexpected current action can be done.
    หากไม่ลืมเรื่องที่เราว่ามานี้
    เราประกาศอย่างเป็นทางการอย่างสุภาพว่า มันมีทางที่จะทำให้ระบบเป็นไปในทางที่ทำนายไม่ได้หากการกระทำที่ไม่อาจถูก คาดคิดไว้ได้เกิดขึ้น

    MM!!, Ko
    เอ็มเอ็ม!!, โก้


    7/27/2009

    เป่ายิงชุบ 3 คน

    คนสุดท้าย ได้เปรียบเสมอ ทำอย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรมซินะ (เครียดเรย)

    ถ้าให้ผลการเสมอกัน ถือว่าแพ้ทั้งคู่
    ถ้าเป็นไปได้ ให้เลือกเป็นคนสุดท้ายที่จะเป่ายิงชุบ
    เหตุผลคือ ถ้า มี A, B, C
    C เป่ายิงชุบคนสุดท้าย โดยให้ A กับ B ชิงกันก่อน จะได้ว่า
    โอกาสที่ A ชนะ B มี 1/3
    โอกาสที่ A เสมอกับ B มี 1/3 (ถือว่าแพ้ทั้งคู่)
    โอกาสที่ A แพ้ B มี 1/3
    นั่นหมายความว่า โอกาสที่ C จะชนะไปเลย โดยที่ไม่ต้องแข่ง มี 1/3
    แล้วไม่ว่าใครจะมาแข่งกับ C ก็ตาม โอกาสที่ C จะชนะ ก็มีอีก 1/3
    นั่นคือโอกาส ทั้งหมด ที่ C จะชนะมี 1/3 + 2/3 * 1/3 = 5/9
    แสดงว่า ถ้าให้การเสมอกัน ถือว่า แพ้ทั้งคู่ การแข่งที่หลังเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะชนะ จาก 1/3 เป็น 5/9 (โกงจริงๆว่ะ)

    สำหรับ A โอกาสที่ A จะชนะทั้งคู่มี 1/9
    สำหรับ B โอกาสที่ B จะชนะทั้งคู่มี 1/9

    โอกาสที่จะแพ้ทุกคน มี 2/3 * 1/3 = 2/9

    นั่นหมายความว่า โอกาสที่ A ชนะ :B ชนะ:C ชนะ : แพ้ทุกคน เป็น
    1:1:5:2

    หรือโอกาสที่ C จะชนะเป็น 0.556

    สมมติถ้าให้ เสมอกัน ถือว่า ให้แข่งต่อจนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ
    จะได้ว่า

    ทางเลือกที่ 1 โอกาสที่ C จะได้แข่งกับ A มี 1/2
    ทางเลือกที่ 2 โอกาสที่ C จะได้แข่งกับ B มี 1/2

    ถ้า C ได้แข่งกับ A โอกาส ที่ C จะชนะเป็น 1/2
    ถ้า C ได้แข่งกับ B โอกาส ที่ C จะชนะเป็น 1/2

    โอกาสที่ C จะชนะเป็น 1/2 (ชนะทั้งสองคน)

    สำหรับ A
    โอกาสที่ A จะชนะทั้ง B และ C เป็น 1/4
    สำหรับ B
    โอกาสที่ B จะชนะทั้ง B และ C เป็น 1/4

    แสดงว่า วิธีนี้ โอกาสในการชนะจะเป็น
    A:B:C = 1:1:2

    หรือโอกาสที่ C จะชนะ เป็น 0.5

    เห็นได้ว่า ไม่ว่ายังไง แข่งคนสุดท้าย ก็ได้เปรียบกว่าคนที่แข่งกันก่อน (สำหรับ การแข่งที่โอกาสการแพ้ ชนะ เท่าๆกัน หรือสำหรับการแข่งที่ โอกาสการ แพ้ชนะเสมอ เท่ากัน)

    นั่นคือแข่งคนสุดท้าย ยังไงก็โกงอยู่ดี ไม่ว่ากรณีได้ๆ จะโกงมากหน่อย ถ้าให้เสมอกัน ถือว่าแพ้ทั้งคู่ ก็เท่านั้นเอง
    7/20/2009

    เพิ่งรู้ว่ามันตัวใหญ่ได้ขนาดนี้


    http://i2.cdn.turner.com/cnn/2009/WORLD/asiapcf/07/19/japan.jellyfish/art.jellyfish.file.afp.gi.jpg

    ตัวใหญ่จริงๆนะ คุณแมงกะพรุนโนมุระ OMG...........
    7/14/2009

    Growing shadow from straw-water-air interface phenomenon; ปรากฏการณ์ เงาหลอดโตขึ้นเนื่องจากรอยต่อระหว่างหลอดน้ำและอากาศ

    อุปกรณ์คือ หลอด หลอดไฟให้แสงสีส้ม แก้วโฟมสีขาว แล้วก็ น้ำ

    ใส่น้ำในแก้วโฟม แล้วเปิดไฟ
    จะมองเห็นก้นแก้ว เป็นสีขาว (ธรรมดา ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น)
    พอเอาหลอดจุ่มลงไป โอ้............. เงาสีดำ ก็เกิดขึ้นมาซ้อนกับเงาหลอดที่เกิดขึ้นไปแล้ว
    (กราบหนึ่งครั้งสวยๆ เพราะมันสวยงามจริงๆ)

    In summary, when a straw is above a water level, we just see the straw shadow but when we dip the straw into water, we will see the circle shadow on top of the previous straw shadow...........   OMG!! This circle shadow is caused by the refraction of light through the curve surface for sure, but I (may) have to think more to understand the phenomenon clearly.



    The question here is that can we calculate
    a straw-water contact angle if we just know a water surface tension and the size of shadow (also can measure geometries of cup, water level, etc.)

    MM!!, Ko

    PS may be.... somebody else has thought about this already, but I've just seen this shadow today ever since I was born.




    6/30/2009

    วิชาเดินถอยหลัง

    สั้นๆเลย เหนื่อยมากๆ

    ยิ่งเร็วยิ่งเหนื่อย ไม่รู้ช่วยอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า
    แต่ที่แน่ๆ ไม่เจ็บหัวเข่า
    6/3/2009

    ความรู้ใหม่ ที่เค้ารู้กัน(ก็นานแล้วนะ)

    วันนี้อุตส่าห์อ่านเจอว่า ถ้าเอา น้ำมัน ผสมกับ surfactant แล้ว หยดลงไปในน้ำ หยดน้ำมันมันจะดิ้นได้
    เป็นจังหวะ เหมือนหัวใจเต้น แต่ถ้าเอา อะไรไปครอบมัน มันจะหยุด
    พอมาถึงห้อง ไปลองทำดู หยดน้ำมัน มันเต้นแค่ทีสองทีเอง แป๊ปเดียวก็หยุด ไม่ประทับใจเลยว่ะ

    ความรู้ใหม่อีกอย่างที่เพิ่งรู้ (จริงๆมันก็มีมาตั้งนานแล้ว แต่เราเพิ่งไปรู้)
    คือ Microsoft equation มันมี ชอร์ทคัด
    กด ตัว เดลต้า ได้ โดยกด คอนโทร์ จี แล้วกด ดี
    ตัวยก ตัวห้อย เศษ ส่วนมี ชอร์ทคัดหมด กดนิดเดียว
    คือเราก็นั่งจิ้ม มาตั้งนาน ตอน ป ตรีถึงขนาดต้องเปลี่ยนไปใช้ Latex
    พอมานี่ ทำ latex ไม่เป็นละ นั่งคลิ๊กๆ มาตลอด สมการยาวแค่ไหนก็ จิ้มๆเอา
    มาเริ่มเอะใจ ตอน กด ctrl + ) หรือ อะไรซักอย่างเนี่ยว่า ทำไมมันมี วงเล็บแบบคร่อมให้
    เซ็งตัวเองไปเลย พอรู้ว่าจริงๆ สมการที่เคยพิมพ์เป็นนาทีๆ จริงๆกดๆแค่ สิบวิ เสร็จ
    โอ้.......................... เซ็งไปเลย แต่ก็ดีที่ ไม่รู้ตอนเรียนจบแล้ว XD

    MM!!, Ko

    5/24/2009

    นักเพาะกายมังสวิรัติ

    เราอ่านบทความ นักเพาะกายมังสวิรัติแล้ว ก็คิดว่า มันให้มุมมองใหม่ๆในชีวิตเพิ่มขึ้นมา เราจึงขอเผยแพร่ต่อ (ครั้นจะส่งอีเมล ให้คนอื่นก็กลัวว่ามันจะเป็นการรบกวน ความเป็นส่วนตัวของคนอื่น เลยเอามาลงในนี้ดีกว่า)

    ปล ใน hi5 ลงได้แต่ link เพราะตัวบทความมันยาวไป

    -           -           -           -           -           -           -           -           -

    http://www.tuvayanon.net/vet.html

    นักเพาะกายมังสวิรัติ


    โดย  BARBARA   ROSEN   

    นักเพาะกายมังสวิรัต จะแสดงให้เห็นว่า ยังมีเส้นทางอื่นอีก ที่จะทำให้กล้ามเนื้อคุณใหญ่โตได้


          สตีฟ   บริสบอส แชมเปี้ยนของ IFBB World   และ แชมป์Canadian National กล่าวว่า "สาเหตุที่ผมต้องการเป็นมังสวิรัต เพราะผมรู้ว่า ปลา เป็ด ไก่ หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ เป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และผมยังรู้อีกว่า ผมสามารถเพิ่มกล้ามเนื้อได้มากขึ้นอีก ถ้าไม่ได้ทานอาหารพวกนั้น"

          "แต่เมื่อผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับมังสวิรัตมากเท่าไร มันก็ทำให้ผมสับสนมากขึ้น สิ่งที่ผมทำได้คือลดการทานเนื้อสัตว์ลง ให้เหลือน้อยที่สุด และทำเช่นนั้นเป็นเวลาถึง 7 ปี โดยทุกๆ 6 - 7 เดือน ก็อาจกลับมาทานเนื้อสัตว์บ้างเป็นครั้งคราว" สตีฟกล่าว "อย่างไรก็ตาม ผมยังต้องการใครสักคนที่จะอธิบายได้ว่า นักเพาะกายมังสวิรัต จะมีวิธีทานอาหารอย่างไรถึงจะได้ผล" 

          หลังจากได้ทราบปัญหาแล้ว ดิฉัน (BARBARA ROSEN - ผู้เขียน) ได้โทรไปปรึกษากับคุณหมอไมเคิล  แคลเปอร์  ศัลยแพทย์ สูตินารี และดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ ยาใช้ภายใน หมอแคลเปอร์ เป็นผู้ที่แนะนำคนไข้ของเขาให้เข้าคอร์สการทานอาหารธรรมชาติ เพื่อรักษาโรค เป็นเวลาถึง 11 ปีแล้ว และได้ใช้ 3 ปีท้ายนี้ในการศึกษาประโยชน์ที่ได้รับจากการไม่ทานเนื้อสัตว์

          "ผมว่าสตีฟฉลาดนะ ที่เลิกทานเนื้อ" คุณหมอกล่าว "เพราะผู้ชายอเมริกันที่รับประทานเนื้อสัตย์ เฉลี่ยแล้วมีโอกาสที่จะเสียชีวิต เนื่องจากโรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด" (และผู้หญิงเอง ค่าเฉลี่ยก็ไม่ต่างจากผู้ชายเท่าใดนัก) สมาคม The American Dietetic Association (ADA) ได้กล่าวเสริมอีกว่า เมื่อคุณทานเนื้อสัตว์ คุณมีโอกาสสูงที่จะมีความดันเพิ่มขึ้น ไตทำงานหนัก และได้รับโรคได้ง่าย

          ดอกเตอร์ ที  คอลิน นักชีววิทยาในสารอาหาร ที่วิทยาลัยคอเนล พึ่งค้นพบเมื่อเร็วๆนี้ว่า มีเหตุผลหลายข้อด้วยกันที่ไม่ควรทานเนื้อสัตว์ โดยได้วิจัยจากชาวจีน 6,500 คน พบว่ายิ่งทานเนื้อสัตว์มากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ,ปอด ,ทรวงอก และต่อมลูกหมาก

          หมอแคลเปอร์ กล่าวต่อว่า"การทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะมีผลดีต่ออาชีพเพาะกายของสตีฟเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าจะเป็นปลา ไก่ เนื้อหมู เมื่อทานเข้าไป มันจะถูกแปรรูปและเก็บไว้ในรูปของ ไขมันและน้ำ ทำให้ขาดความคมชัดในกล้ามเนื้อไป

          เราเคยได้ยินว่าการทานเนื้อสัตว์มาก จะเป็นแหล่งเก็บพลังงานไว้ใช้ในตอนฝึก "แต่จากงานวิจัยพบว่า นักเพาะกายมังสวิรัต จะฟื้นตัวได้เร็ว หลังจากการเพาะกาย และยังมีน้ำอดน้ำทนในการฝึกมากกว่าพวกที่ทานเนื้อสัตว์"

          สตีฟ บอกว่าทุกวันนี้เขาชักจะสะอิดสะเอียนเนื้อสัตว์มากขึ้นทุกที และเกือบจะเป็นมังสวิรัต 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งทุกวันนี้เขารู้สึกว่าตัวเอง ฝึกได้หนักขึ้น และมีสมาธิดีกว่าแต่ก่อนมาก "ผมรู้สึกว่ากล้ามผมขึ้นเป็นว่าเล่นทีเดียว"
     
    สตีฟ  บริสบอส
    แล้วสตีฟจะได้รับโปรตีนเพียงพอหรือ?

          "แน่นอนอย่างที่สุด" นีล  สปรูค ที่ปรึกษาเรื่องโภชนาการสำหรับโรงยิม โกลด์ยิม (Gold's Gyms) ทั่วโลก กล่าวเช่นนั้น "ใครก็ตามที่พูดว่า คนอื่นไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อหากไม่ทานเนื้อสัตว์ นั่นแสดงว่าเขาไม่รู้จริง" นีลกล่าวต่อว่า ในโปรตีนจะมี อะมิโนแอซิด 22 ชนิด มีเพียง 8 ตัวเท่านั้นที่มีความสำคัญจริงๆ และไม่สำคัญสำหรับแหล่งที่มาของโปรตีนเหล่านั้น ไม่ว่าจะได้รับทางเนื้อสัตว์ ไข่ หรือจากผัก ก็ให้ผลไม่แตกต่างกัน

          นีล  สปรูค ว่าจ้างนักค้นคว้า 160 คน ให้คอยตรวจสอบนักเพาะกายมังสวิรัต จำนวน 300 คนทั่วโลก นักค้นคว้าเหล่านั้น รายงานผลกลับมาว่า "นักเพาะกายที่เป็นมังสวิรัต สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ดีพอๆกับนักเพาะกายที่ทานเนื้อสัตว์"

    ทำไมนักเพาะกายมังสวิรัตจึงมีน้อย?

          สมาคม ADA เน้นว่า ถ้าคุณทานเมล็ดข้าว ธัญญพืช ถั่ว และผัก คุณก็ยังคงได้รับกรดอะมิโนครบถ้วนตามที่คุณต้องการ แต่ทั้งๆที่สมาคมยืนยันหนักแน่นอย่างนี้ ่ทำไมนักเพาะกายก็ยังคงทานเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้ออยู่ดี แคลเปอร์ตอบปัญหาเรื่องนี้ว่า "เป็นเพราะพวกเราต่างมีโตมาพร้อมกับความเชื่อว่า มีทางเดียวที่จะเพิ่มกล้ามเนื้อได้ คือการทานอาหารที่มีเลือดเนื้อ อาจารย์สอนนักเรียนให้ทานนม และเนื้อสัตว์เพื่อสร้างความเติบโต" ดังนั้น นักเพาะกายจึงคิดว่าวิธีของมังสวิรัต ไม่ทำให้กล้ามใหญ่โตได้ จึงไม่คิดที่จะมาในหนทางนี้ เราจึงพบนักเพาะกายมังสวิรัตได้น้อยมากในวงการนี้ 
     
    แอนเดรีย   แคชลิ่ง

          แอนเดรีย  แคชลิง มิสเตอร์โปรอินเตอร์เนชั่นแนล ไม่ทานเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม เป็ด ไก่ หรืออาหารทะเล เลย กล่าวว่า "พวกมังสวิรัติจะถูกตราหน้าว่า เป็นพวกหน้าผู้หญิง คนที่ทานเนื้อสัตว์ต่างหากจึงจะเป็นลูกผู้ชาย" 

          "ผมคิดว่า เพียงแต่ต้องการคำว่าลูกผู้ชาย คุณก็หันไปประหัตประหารสัตว์ที่ไม่มีความผิด สำหรับผมแล้ว คำว่าลูกผู้ชาย คือคนที่มีเมตตาต่อผู้อื่นต่างหาก ซึ่งนักเพาะกายก็สามารถสร้างร่างกายให้ใหญ่โตได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนสัตว์ สั่นคือการเป็นมังสวิรัตินั่นเอง" 

          แคชลิง ไม่ทานเนื้อสัตว์ เพราะเขารู้สึกว่าการทำเช่นนี้ เป็นการช่วยโลกที่ป่วยของพวกเราทุกคน มันต้องใช้เวลา สถานที่ น้ำ และซากพืชซากสัตว์จำนวนมาก ในการที่จะมีเนื้อสัตว์มาให้เราสักหนึ่งปอนด์ แต่หากเป็นผัก 1 ปอนด์ เราจะใช้วัตถุดิบน้อยกว่านั้นมาก 

    ทำอย่างไรจึงจะเป็นมังสวิรัตได้?

          "มังสวิรัตใช้เวลามากในการวางแผนการทานอาหารของเขา" บริสบอสกล่าว "เพื่อให้แน่ใจได้ว่า ได้รับอะมิโน จากอาหารมากพอ สำหรับร่างกายที่จะนำไปใช้"   ส่วนสมาคม ADA ก็กล่าวว่าในหนึ่งวันนั้น สำหรับมังสวิรัต คุณจะต้องรับประทาน ถั่วและธัญญพืช รวมกัน เพื่อจะได้รับอะมิโนบริสุทธิ์

          แต่แคลเปอร์มองอีกแง่หนึ่งว่า การเป็นมังสวิรัตง่ายกว่านั้นมาก "คุณไม่จำเป็นต้องทานถั่ว และธัญญพืชรวมกันทุกๆวัน  สาเหตุที่คุณได้รับการสั่งสอนมาเช่นนั้น เพราะเมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 1948 ( พ.ศ.2491 ) นักวิทยาศาสตร์ ได้ทดลองเลี้ยงลูกหนู ด้วยข้าวโพดอย่างเดียว ปรากฏว่ามันตาย ครั้นมาเลี้ยงด้วยถั่วอย่างเดียว มันก็ตายอีก แต่พอเอาทั้งข้าวโพดและถั่วมารวมกัน ปรากฏว่าเลี้ยงหนูได้เติบโตเป็นอย่างดี นักวิทยาศาสตร์ก็พูดว่า อ้าห้า.. ฉันค้นพบแล้วว่าถ้าจะให้ได้โปรตีนครบถ้วน สิ่งมีชีวิตจะต้องรับถั่ว และธัญญพืชพร้อมๆกัน  ดังนั้นตั้งแต่นั้นมา มังสวิรัตก็จะทานถั่วและธัญญพืชด้วยกันตลอดมา"

          "แต่นักวิทยาศาสตร์ในตอนนั้น ด่วนสรุปเกินไป เขามองข้ามไปว่าโครงสร้างทางพันธุกรรมของคนกับหนูมันต่างกันมาก ลูกหนูเพิ่มน้ำหนักได้มากกว่า 3 เท่าของน้ำหนักแรกเกิดได้ภายใน 6 วัน แต่สำหรับทารก ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน  น้ำนมของหนูมีโปรตีนถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่น้ำนมคนมีโปรตีนแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นมันจึงชัดแจ้งอยู่แล้วว่า ลูกหนูต้องการโปรตีนในสัดส่วนที่มากกว่าเด็กทารก"

          "เท่านี้ก็เพียงพอที่จะให้นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองกันใหม่กับมนุษย์ แล้วก็พบความจริงที่แตกต่างกับหนูอย่างสิ้นเชิง พวกเขาทดลองให้อาสาสมัครทานแต่ข้าวโพดอย่างเดียว เป็นเวลา 1 เดือน ผลออกมาปรากฏว่า ข้าวโพดนั้นให้โปรตีนเพียงพอต่อร่างกาย พวกเขาไม่ได้กล้ามเนื้อแฟบลง และน้ำปัสสาวะ ก็ไม่แสดงให้เห็นว่า ระบบเคมีในร่างกายผิดปกติแต่อย่างใด"

          แคลเปอร์กล่าวต่อว่า "คุณต้องการอะมิโนไม่กี่มิลลิกรัมเท่านั้นแหละ  เพียงแค่รับข้าวโพดเข้าไป 2 ช้อนก็เพียงพอที่คุณจะได้รับทุกอย่าง ที่ร่างกายคุณต้องการแล้วล่ะครับ" แต่อย่างไรก็ตาม แคลเปอร์ก็แนะนำให้ทานหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธัญญพืช ถั่ว ผัก ผลไม้ เพื่อจะได้รับสารอาหารตัวอื่นด้วย นอกเหนือจากโปรตีน

    Bill   Perl
    บิลล์  เพิร์ล

    รูปนี้ถ่ายเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เทียบกับปัจจุบัน (ด้านล่าง)

    perl1.jpg


     

    รูปข้างล่างนี้ถ่ายตอนอายุ 55 ปี
    perl2.jpg


          บิล  เพิร์ล (คลิ๊กเพื่อดูรูป) มิสเตอร์ยูนิเวอร์สสี่สมัย ไม่ได้ทานเนื้อสัตว์มา 20 ปีแล้ว เขาแนะนำว่า ให้นักเพาะกายทานโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ เพียงแต่บิลยังทานไข่ กับผลิตภัณฑ์นมต่างๆอยู่ "มันเป็นเรื่องของจิตใจน่ะครับ, มันยากสำหรับผมที่จะเลิกทั้งหมดได้" เพราะบิลคิดว่า ถ้าจะทานแต่ผักอย่างเดียว คงจะต้องทานเป็นจำนวนมากๆ จึงจะได้โปรตีนเพียงพอสำหรับนักเพาะกาย

          แต่แคลเปอร์กล่าวว่า "สำหรับนักเพาะกายที่คิดว่า จะต้องทานผักมากๆจนเต็มท้อง เพื่อให้ได้โปรตีนเพียงพอ ผมอยากให้คุณ เลิกวิ่งตามความคิดโง่ๆพวกนี้เสีย สิ่งที่คุณจะทานเมื่อคุณต้องการโปรตีน 80 กรัมในหนึ่งวันนั้น ง่ายมากๆ เพียงแค่ ทานถั่วหรือเต้าหู้สองจานเท่านั้นเอง หรือเพียงแค่ทานขนมปังที่ละเลงด้วยเนยถั่วอัลมอนด์ 2 ช้อนโต๊ะก็เพียงพอ"
     
    อาหารเสริม
    อาหารเสริมจำเป็นไหม?

          สปรูค มีแนวความคิดว่าถ้าคุณไม่ทานผลิตภัณฑ์นม หรือไข่ คุณก็ควรจะทานอาหารเสิรมด้วย แต่เรื่องนี้บราซิลน่าบอกว่า ยังไม่แน่ใจ "ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องแบบนี้ ตอนนี้นี่เอง ทั้งๆที่ฉันมีประสบการณ์ ในการรักษาคนไข้ ที่เป็นมังสวิรัตโดยสมบูรณ์แบบมาตลอด ฉันพบว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโปรตีนเลย หากคนไข้ฉันได้รับผักสีเขียว เมล็ดธัญญพืช จำนวนมากๆ และยังพบอีกว่า มังสวิรัตร้อยเปอเซ็นต์นั้น จะมีกระดูกที่แข็งแรงมาก เนื่องจากเมื่อคุณทานเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมเป็นจำนวนมาก  จะทำให้โปรตีนเข้าไปไล่ที่แคลเซียมที่อยู่ในกระดูกออกไป ทำให้กระดูกเปราะ ดังนั้นอาหารเสริมอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะที่คุณควรจะกังวลคือ คุณรับโปรตีนมากเกินไปหรือเปล่าต่างหาก

    แล้วควรจะทานอะไรบ้าง?

          "ทานพืชจำพวกมีฝัก หลายๆชนิด ทานทั่ว ผลไม้ ผัก และเมล็ดธัญญพืช หลายๆรูปแบบ" แคลเปอร์แนะนำ "ทานธัญญพืชสดๆ และพยายามขัดเกลาอาหารให้น้อยที่สุด และก็ไม่ต้องไปซีเรียสกับการทานอาหารขยะ (Junk Food)

          ถึงแม้ว่าคุณจะได้รับโปรตีนทุกอย่างที่ต้องการจากการทานธัญญพืช คุณควรทานพืชที่มีฝัก และธัญญพืชทุกๆวัน ถ้าทานแต่ธัญญพืชอย่างเดียว อาจเกิดกรดในร่างกายมากเกินไป ทำให้แคลเซียมของคุณละลายออกมาทางปัสสาวะได้" แคลเปอร์ยืนยัน 

          สิ่งที่นักเพาะกายกลัวที่สุดในการมาเป็นมังสวิรัต คือ การเติบโตของกล้ามเนื้อเกิดการชะงักงัน ซึ่งแคลเปอร์ และแคชลิ่ง ยืนยันว่า "อย่าห่วงไปเลย การสร้างกล้ามเนื้อนั้นง่ายกว่าที่คิดมาก เพียงแค่ทานอาหารที่ให้แครอลี่สูงๆ เช่น อาโวคาโด และเนยถั่ว อย่าลืมนะว่า ลิงกอริล่า สัตว์ที่มีสายพันธ์ใกล้กับเราที่สุด  หุ่นมันไม่แพ้นักเพาะกายคนไหน ไม่ว่าบนเวทีไหนก็ตาม ทั้งๆที่มันทานแต่พืชบนโลกเท่านั้น"

    ถ้าร่างกายอ่อนเพลียล่ะ?

          "ในมังสวิรัติหน้าใหม่ 100 คน ผมได้ยินจากพวกเขาถึง 95 คนว่ารู้สึกแข็งแรงขึ้นมาก" แคลเปอร์กล่าว ที่เหลืออีกห้าคน รู้สึกไม่ดีเพราะ เป็นไปได้ว่า ขาดวิตะมิน หรือเกลือแร่ ถ้าแครอลี่ต่ำเกินไป ผมขอแนะนำให้ทานอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้น เช่นผลไม้ หรือพาสต้า (อาหารแป้งจำพวก มักกะโรนี) ถ้าเขารู้สึกว่าขาดวิตะมิน หรือเกลือแร่ผมแนะนำให้ทานผักสดสีเขียว และผักสีเหลือง หรืออาจจะทานอาหารเสริมวิตะมินรวม เพื่อให้ได้แมกนีเซียม และแคลเซียมอย่างน้อย 500 มก."

          "แต่ถ้ามันยังไม่ได้ผล อาจเป็นไปได้ว่าคุณขาดธาตุเหล็ก ซึ่งสามารถหาได้ในธัญญพืชต่างๆ ถั่ว เมล็ดพืช ซึ่งหาทานได้ง่ายอยู่แล้ว และร่างกายนำมาใช้ได้ง่ายกว่าการทานนม หรือไข่ ซึ่งกว่าร่างกายจะดูดซึมเอาธาตุเหล็กออกมา จากนมหรือไข่ ต้องใช้เวลานานมาก"

          "แรกๆของการเป็นมังสวิรัตนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ร่างกายจะต้องอ่อนเพลีย เพราะระบบของร่างกายกำลังทำความสะอาดตัวเอง เพื่อเอาทอกซินออกไปจากร่างกาย ดังนั้นควรทานน้ำให้มากๆ เพื่อเร่งปฏิกิริยาการขับไล่นี้ และจงออกกำลังให้เหงื่อออก แล้วอาบน้ำ ให้ได้ 3 ครั้งในหนึ่งวัน จะยิ่งดี"

          "ส่วนวิตะมินบี 12 ที่เคยได้รับจากไข่ และผลิตภัณฑ์นม ก็ให้ทานยีสต์ธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ (nutritional yeast) อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง หรือไม่ก็ทานวิตะมิน บี 12 เลยก็ได้"

          "มังสวิรัตหน้าใหม่ มักจะอยากทานเนื้อสัตว์อีก นั่นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะจิตใจคุณ ต้องใช้เวลา ในการปรับตัวจากสิ่งที่คุณ ได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งถ้าคุณอยากทานมาก ก็แนะนำว่าให้ทานอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ในบางอาทิตย์เท่านั้นจะเป็นการดี"

          วิธีที่แคชลิ่ง แนะนำคือ พยายามอยู่ใกล้ๆอาหารมังสวิรัตให้มากที่สุด แล้วคุณจะลืมคิดถึงอาหารพวกเนื้อไปเลย ซึ่งแคลเปอร์ก็เห็นด้วย และเพิ่มเติมด้วยว่า ลองหาเวลาสักวันไปดูที่โรงฆ่าสัตว์ แล้วจะทำให้คุณต้องคิดหนักเวลาที่จะทานเนื้อสัตว์ครั้งต่อไป



    นักเพาะกายมังสวิรัต เขาทานอะไรกัน?
     

      Pure Vegetarian (สำหรับมังสวิรัต แบบเคร่งครัด)
      "นี่คือตารางอาหารที่ผมทาน ในหนึ่งวันครับ" - จากแอนเดรีย  แคชลิ่ง (ภาพที่ 2 ด้านบน)
     
      07.00 น. ข้าวโอ๊ตใส่กล้วยหอม
     
      10.00 น. Tofu burrito
        ถั่วดำ
        ขนมปังข้าวโพด (มีส่วนประกอบของนม และไข่น้อยที่สุด)
        น้ำปั่นผักสด
     
      13.00 น. Whole - wheat pasta กับซอสมารีนาร่า
        สลัดผัก
     
      16.00 น. Lentil Loaf กับมะเขือเทศบด
        น้ำปั่นผักสด
     
      19.00 น. Stir - fried vegetables
        ข้าวสีน้ำตาล
     
      21.00 น. Rice pudding (ใส่นม และไข่น้อยที่สุด)
        นมถั่วเหลือง
     

    Lacto - Vegetarian
    (มังสวิรัตปานกลาง)
      "ตารางอาหารสำหรับ นักเพาะกายมังสวิรัตที่ยังทานนมอยู่"    โดย แอนเดรีย  แคชลิ่ง
     
      07.00 น. Granola กับนมไร้ไขมัน
        Raisins และ dates
     
      10.00 น. แพนเค๊ก กล้วยผสมข้าวโพด (ใส่ไข่ให้น้อยที่สุด) ราดบลูเบอรี่
     
      13.00 น. Whole - wheat สปาเกตตี ราดด้วยซอสมะเขือเทศบราซิล
        ซุปถั่วดำ
     
      16.00 น. มันแผ่นทอด ราดด้วยโยเกิตไขมันต่ำ
        สลัดผักจานใหญ่ แต่งหน้าด้วย Lemon - tahini
     
      19.00 น. Rice Pudding (ใส่ไข่น้อยที่สุด)
     
      21.00 น. สลัดผลไม้
     

    Lacto - Ovo Vegetarian
    (มังสวิรัตแบบไม่เคร่งครัด)
      "ผมทานอาหารตารางนี้ตลอดปีเลยครับ"   โดย บิล   เพิลล์
     
      มื้อเช้า 3 - 4 poached or scrambled eggs
        Low - fat cottage cheese
        Whole - grain muffin
        ผลไม้สด
     
      มื้อกลางวัน ซุป Lentil - rice 
        ขนมปัง Whole - grain 
        ผลไม้
     
      มื้อเย็น เบอร์เกอร์ถั่วเหลือง
        Baked potato
        สลัดผักสดจานใหญ่
        ผักผสมหลายๆอย่าง
        ขนมปัง Whole - grain
     
      อาหารว่าง ผลไม้หรือข้าวโพดคั่ว (เป็นบางครั้ง)
     


    - END-

    setstats
    5/20/2009

    ใส่น้ำลงไปในน้ำมัน แล้วมันจะ "ฟู่"

    เมื่อกี้ ขณะที่เรากำลังทอดเต้าหู้อยู่
    น้ำจากผักที่เพิ่งล้างเสร็จใหม่ๆก็หยดลงไป
    แล้วมันก็ "ฟู่" ขณะนั้นเอง เราก็นึกถึงคำถามที่เคยถาม อาจารย์ xxx ตอนเรียนเซฟตี้ว่า
    ทำไมให้เทกรดลงน้ำ ไม่ให้เทน้ำลงกรด แล้วอาจารย์ดันตอบแบบว่า "ไม่รู้เหมือนกัน"
    คงเหมือนใส่น้ำลงไปในน้ำมันในกระทะแล้วมันกระเซ็น ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ เอ่อก็ดีเหมือนกัน

    วันนี้คิดๆดู จริงๆมันไม่เห็นเหมือนกันตรงไหนเลย
    เวลาผสมกรดกับน้ำ มันมีการคายความร้อน แต่น้ำกับน้ำมัน มันไม่ผสมกันนี่หว่า
    แล้วเราก็เพิ่งจะสังเกตวันนี้เองว่า น้ำจากผักที่มันหยดไปในน้ำมัน มันจะจม
    ทำให้มันไปโดนผิวกระทะ ซึ่งผิวกระทะมันร้อนมากกว่าจุดเดือดของน้ำ (น้ำมันพืช จุดเืดือดสูงกว่า จุดเดือดของน้ำ)
     ทำให้น้ำเปลี่ยนสถานะเกือบจะทันทีทันใด มันก็เลย "ฟู่"  หรือถึงมันไม่จม แต่อุณหภูมิของน้ำมัน มันสูงกว่าจุดเดือดน้ำ มากๆ มันก็น่าจะ "ฟู่"
    แต่เวลาต้มน้ำ แล้วใส่น้ำมันลงไป น้ำมัน มันไม่ได้ลงไปโดนผิวกระทะ มันก็เลยไม่ "ฟู่" หรือในทำนองเดียวกัน อุณหภูมิของน้ำ นั้นไม่สูงกว่าจุดเดือดน้ำมัน มันก็เลยไม่ "ฟู่"

    อย่างนี้ต้องลองทำ CFD ดู

    จนถึงวันนี้ ในที่สุด เราก็ได้เอาความรู้ ม ต้นมาใช้ละ ดีใจ ดีใจ

    MM!!, KO

    ปล

    -ใจเรามันวอกแวกได้อย่างรวจเร็วจริงๆ ทำอาหารอยู่ดีๆ ดันมีบทสนทนา"แว้บ"เข้ามาเฉยๆเสียอย่างนั้น
    ชอบหนีไปโน่นไปนี่เสียจริงๆ

    -เซ็งเหมือนกันนะเนี่ย ที่เพิ่งจะมาสังเกตเห็น น่าจะเห็นมาตั้งนานละแต่คงแค่เห็นเฉยๆแบบไม่ได้สงสัยอะไร

    4/5/2009

    -2 34 -10 38 -6 14 34 6 -22 -22 -22 -22 -22

    30  78 -22  6  14  50  26  2  50  14 -2  34 -6 -22 -6  38 -22  34  38  58 -22 -18  26  26  38  70 -22  30 -2 -22  58  38 -22  58 -18  26  22 -22 -18 -14  38  62  58 -22  10 -2  50 -22  70  14  58  10 -22  30  78 -22  2  50  14 -2  34 -6 -22

      70  10 -18  58 -22  54  10 -2 -22  30  14  6  10  58 -22  34  38  58 -22  62  34 -6 -2  50  54  58 -18  34 -6 -22  14  54 -22  58  10 -18  58 -22  54  38  30 -2  58  14  30 -2 -22  42 -2  38  42  26 -2 -22 -6  14  54 -10  62  54  54 -22  58  10 -2  14  50 -22  42 -2  50  54  38  34 -18  26 -22  58  10  14  34  6  54 -22  70  14  58  10 -22  58  10 -2  14  50 -22  2  50  14 -2  34 -6 -22  58  38 -22  30 -18  22 -2 -22  58  10 -2  30 -22  2 -2 -2  26 -22 -14 -2  58  58 -2  50

    2  14  34 -18  26  26  78 -22 -22  14 -22  50 -2 -18 -10  10 -22  58  10 -2 -22 -10  38  34 -10  26  62  54  14  38  34 -22  58  10 -18  58 -22  54  38  30 -2  58  14  30 -2 -22  14 -22 -6  38  34  58 -22  34 -2 -2 -6 -22  58  38 -22  62  34 -6 -2  50  54  58 -18  34 -6 -22  30  78 -22  6  14  50  26 -22  18  62  54  58 -22  26  38  66 -2 -22  10 -2  50 -22  14  54 -22 -2  34  38  62  6  10

    30  30 -22 -22  22  38

      42  54 -22 -22  14  2 -22 -18  34  78  38  34 -2 -22 -10 -18  34 -22 -6 -2 -10  38 -6 -2 -22  30  78 -22 -10  38 -6 -2 -22 -22  58  10 -2  34 -22  78  38  62 -22  70  14  26  26 -22 -14 -2 -22  58  10 -2 -22  38  34 -2 -22  70  10  38 -22  2  50 -2 -2 -22  30 -2 -22  2  50  38  30 -22  30  78  54 -2  26  2 -22

    3/25/2009

    เดี๋ยวนี้เค้าพรีเซ้นอารายกานว้า

    ขอบันทึกไว้หน่อยเถอะนะ

    วันนี้เราแต่งตัวอย่างทางการมากๆ ไปฟังพรีเซ้นงาน เกี่ยวกับ heavy oil
    ทุกอย่างที่ฟังมาตั้งแต่ตอนแรกเกี่ยวกับน้ำมัน พอรอบบ่าย มีบรรยายพิเศษ
    เรื่องแรกกับเรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับ multiphase flow ซึ่งก็โอเค แต่เรื่องที่สองนี่ซิ มันยังไงกันว้า
    ดูๆไป มันไม่ค่อยจะเดี่ยวเลย (จริงๆก็โอเค แต่มันแปลกๆ)

    เริ่มมา มีการเกริ่นก่อนว่า พูดเรื่อง มด เรื่อง ช้างเรื่องการใช้ออกซิเจน ของพวกนี้ แล้วจะโยงไปเรื่องน้ำมันตอนหลัง
    ผู้บรรยาย บอกว่า มดหายใจโดยการแพร่ของออกซิเจนเข้าไปในตัวมด (มันเกี่ยวกับน้ำมันยังไงว้า (คิดในใจ))
    ถ้าเราขยายให้มดตัวโตขึ้น แล้วขยาย โมเลกุลของออกซิเจน ให้ใหญ่ตามด้วย มดจะไม่ตาย
    แต่ถ้าขยายแต่ตัวมด มดจะตาย เพราะไม่สามารถ หายใจได้ทัน
    แล้วที่นี้ก็โยงมาเรื่อง น้ำมันนิดนึงว่า เวลาโมเดลการไหล ของของเหลว ถ้า เราขยายแต่ ขนาดท่อ ถึงจะให้ Re, Fr และอื่นๆ คงที่
    แต่มันก็อาจจะไม่เป็น representative ได้ เพราะว่าเราไม่ได้ขยายขนาดของโมเลกุล
    (ตรงนี้ยอมรับเลยว่าเกี่ยว แต่ว่ามันเกี่ยวแค่นี้หรือไงกันเนี่ย) ถัดจากนี้
    ไปๆมาๆ บอกว่า เมทาบอลิซึม ใน สมช แปรตาม length scale ^ (9/4) แล้ว length scale แปรผกผันกัน g (gravitational acceleration)
    length scale นี่คือ ขนาดของสิ่งมีชีวิต แล้วมีการเอา สไลด์ โครงไดโนเสาร์ ให้ดูเทียบกับช้าง แล้วบอกว่า ขาหน้า ของโดโนเสาร์ เล็กกว่าช้าง ทั้งๆที่ตัวใหญ่กว่า แล้วก็โยงไปเรื่อง จำนวนการเต้นของหัวใจ ว่า ในสัตว์ทั่วไป เต้นกัน ประมาณ พันล้านครั้ง แต่ในมนุษย์ เต้นได้ถึง 3 พันล้านครั้ง (reference ก็ไม่มีนะ บอกเอามาจากเนท กำ! เจงๆ) ถัดไป อธิบายว่าหนู อายุสั้นกว่า และหัวใจก็เต้นเร็วกว่า (แล้วมันยังไงหรอว้า เริ่ม จะอะไรแล้วก็ไม่รู้)

    ตอนหลังเริ่มบอกว่า ขนาดของทวีป ถ้าเอามหาสมุทรออก มันจะ ฟิท กันพอดี เด๊ะ
    แล้วก็เริ่มอธิบายว่า โลกแต่ก่อน ขนาดเล็กกว่านี้ มีมวลน้อยกว่านี้ คือ g น้อยกว่านี้ สัตว์เลยขนาดใหญ่
    แต่ตอนหลัง โลกขยายออก มวลเพิ่มขึ้น g เพิ่มขึ้น สมช เลยตัวเล็กลง
    (แต่ ผู้บรรยายบอกไม่ได้นะว่า มวลโลกที่เพิ่มขึ้นมา ที่ทำให้รัสมีของโลก เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า นั้นมาจากไหน)
    ตอนหลังยังมีตบท้ายด้วยการพูดถึงการเกิด big bang, universe expansion ไรนี้อีก
    คือถ้าเป็นนักฟิสิกส์มาคุย เราจะไม่บ่นเลย แต่นี่

    บรรยายโดย petroleum engineer ซึ่งมันก็เหมือนว่าจะ pretty neat นะ แต่มันไม่ใช่ว่ะ
    postulate อะไรได้แบบ engineer มากๆ ดูๆแล้วมัน ไร้ราก มากว่ะ เห็นแล้ว เซ้งเซ็ง
    ถ้าถามว่าได้อะไรไม๊จาก บรรยายอันนี้ ก็ต้องตอบว่า มันก็โอเค สนุกดี น่าจดจำ แต่มันยังไม่ถึงขั้น
    ถ้าเป็นนักชีววิทยา หรือนักฟิสิกส์มาบรรยาย อย่างนั้นคนฟัง ยังถามต่อได้ ว่าอะไรมันน่าจะเป็นอย่างไร หรือถามในส่วนที่น่าสนใจต่อไปได้
    แต่นี่มันเหมือนว่า เออ........ ก็บรรยายๆ ไปเถอะ เราก็รู้ว่าคุณก็รู้ในแบบที่เราคงถามต่อไม่ได้เลย

    earth mass มาจากไหน ก็บอกไม่ได้ ทำไมโลกขยายตัว ก็บอก ไม่ได้ ซักไปนี่ตอบไม่ได้ซักอย่าง
    อย่างน้อย ถ้าจะ postulate อะไร มันก็น่าจะมีทฤษฎีมารองรับ นิดนึง ไม่ใช่บอกว่า แผ่นดินในทวีปต่างๆ เอามาต่อกันได้พอดี แล้วสัตว์ตัวเล็กลง
    correspond กับตอนแรก ที่บอกว่า animal length scale is proportional to "g" อย่างเดียวแล้ว ไม่เห็นจะอธิบายเลยว่า mass มากมาย ขนาดที่ทำให้ รัสมีโลกเพิ่มขึ้นสองเท่านั้นมันมาจากไหน หรือมันน่าจะมาจากไหนได้
    เราไม่ได้ว่า แนวทางแบบนี้เป็นไปไม่ได้นะ ฟังแล้วก็เพลินๆดี แต่ว่ามันกลวงเกิน กลวงจนแบบที่ทำให้อึดอัดได้

    คือถ้าจะว่ากันขำๆ ว่าเป็น pop science ก็คงได้อยู่หรอก แต่ขอทำการบ้านมามากกว่านี้นิดนึง

    คือมันคงเป็นความตื่นเต้น แบบ engineerๆ มันยังไม่ถึงขั้น คือถ้าจะพอขำๆนั่นคงได้ แต่ว่ามันกลวง มากๆ
    ฟังบรรยายแบบนี้ แล้วอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
    คือมันเป็นความสวยงามทางธรรมชาติ ในแบบของ engineer จริงๆ
    มันจะโอเคมากๆเลย ถ้าไม่ได้มา พรีเซ้นในการประชุมวิชาการ แบบทางการ มากๆ แบบนี้

    MM!!, Ko

    2/7/2009

    $&%(@#)+9**#!!

    =======================================================================================================

    ... . -. --. /  -- .- -.- /  .-- .- /  - .- . /  -- .- .. /  ... .- /  -- .- .-. - /  -... --- -.- /  .- .-. .- .. /  -.- ..- -... /  -.- .-. .- .. /  -.. .- ..

    =======================================================================================================
    10/7/2008

    ไม่ค่อยอยากจะ update space ซักเท่าไร

    หลังจากอ่าน บทความหนึ่ง เราก็ไม่ค่อยอยากจะ update space ซักเท่าไรเลย!

    เรื่องที่เราไปอ่านเจอก็คือ

    อกุศลกรรมบท เรื่องย่อๆ คือ อกุศลกรรมสิบอย่าง ที่มีคือ

           1 การฆ่าสัตว์
           2 การลักทรัพย์
           3 การผิดประเวณี
           4 การพูดปด
           5 การพูดส่อเสียด
           6 การพูดคำหยาบ
           7 การพูดเพ้อเจ้อ
           8 เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น
           9 คิดปองร้ายผู้อื่น
           10 มีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ)

    อ่านๆไป ข้อเจ็ด นี่รู้สึกจะเข้าประเด็นกับเราบ้างในบางครั้ง
    รายละเอียดของข้อ 7 นี่คือ

    "      7.การพูดเพ้อเจ้อ คือ การกล่าววาจาที่ทำลายประโยชน์และความสุข
           การเล่าเรื่องภาพยนต์ โขน ละคร หรือพูดจาตลกคนอง ตลอดจนนักเขียนนวนิยาย จินตกวี เหล่านี้ จัดเป็นลักษณะเพ้อเจ้อทั้งสิ้น เพราะผู้ฟังก็ตาม ผู้อ่านก็ตาม มิได้รับประโยชน์ที่ก่อให้เกิดปัญญา และแก้ทุกข์ในชีวิตได้แต่อย่างใด เพียงแต่ให้จิตใจเพลินไปชั่วครั้งชั่วคราวที่ฟัง หรืออ่านอยู่เท่านั้น
           องค์ประกอบของการพูดเพ้อเจ้อ มี 2 ประการ คือ
           1.เจตนากล่าววาจาที่ไม่เป็นประโยชน์
           2.กล่าววาจาที่ไม่เป็นประโยชน์นั้น
          สฬายตนะสังยุตตพระบาลีว่า
           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย เมื่อได้มีการพบกันระหว่าง 2 องค์แล้ว การงานที่ควรประพฤตินั้นมี 2 ประการคือ กล่าวถ้อยคำที่เกี่ยวกับธรรมะ หรือมิฉะนั้นก็จงนิ่งเฉยเสีย
    "

    อย่างไรก็ดี เราก็ไม่ใช่พระซักหน่อย(แน่ะแอบเถียง) คงไม่ต้องพูดเรื่องธรรมะตลอด กระมัง

    บางที เราก็ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าว หรือเขียนอะไรที่มันไม่มีประโยชน์
    อาจจะเพราะเราคิดเรื่องประโยชน์ไม่ค่อยจะออกนั่นเอง
    ส่วนใหญ่ ใน space เลยออกแนว update มากกว่า ว่าวันนี้วันนั้น ทำอะไรมาแล้วเป็นยังไงบ้าง

    แต่ก็มีหลายทีเหมือนกัน ที่ตั้งใจจะเขียนเรื่อง ไร้สาระ โดยตรง! (เริ่มรู้สึกไม่ดีเท่าไรเลย)
    อย่างเรื่องรสชาติของอาหารที่เราเขียนบรรยาย มันมักจะมีความอร่อยแบบเวอร์ๆ อย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้ปนอยู่
    คือไม่ได้จะเขียนเพื่อโกหกหลอกให้เชื่อ เพราะมันดูเวอร์เกินไป คงไม่มีใครเชื่อ
    แต่ก็จงใจ ที่จะเขียนอะไร ให้มัน เพิ่มเข้าไปแล้วให้ได้ ไร้สาระซักหน่อย (ว้าแย่จัง)
    .
    .
    .
    .
    หลังจากที่เริ่มหายรู้สึกผิดอย่างต่อเนื่องแล้ว เราอ่านมาถึงตอนหลังๆ ข้อสิบ นี่มีบรรยาย ยาวมากจริงๆ

    แต่พอสรุปได้ว่า มิจฉาทิฏฐิ ที่หยาบจนทำให้ เป็น อกุศลกรรมบถได้ มีแค่
    นิตยมิจฉาทิฏฐิ 3 ประการ แค่นั้นเอง

    " 1. นัตถิกทิฏฐิ คือมีควาเห็นว่า ทำไรก็ตาม ผลที่พึงได้รับนั้นย่อมไม่มี ความเห็นผิดชนิดนี้ จัดเป็นอุจเฉททิฏฐิด้วย คือเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายตายไปแล้วก็สูญไป ไม่มีการเกิดอีกในสามัญผลสูตร แสดงความเห็นผิดที่เป็นนัตถิกทิฏฐินี้ว่า ได้มาจากความเห็นผิด 10 อย่างคือ (พระพุทธองค์ตรัสดังนี้)
           ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย มีอยู่ สมณพราหมณ์ บางพวกมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า
           1. การทำบุญไม่มีผล
           2. การบูชาต่างไม่มีผล
           3. การต้อนรับเชื้อเชิญ หรือการเคารพนับถือไม่มีผล
           4. ผลหรือวิบากของการทำดีทำชั่วไม่มีผล
           5. ชาตินี้ไม่มี
           6. ชาติหน้าไม่มี
           7. บุญคุณของมารดาไม่มี่
           8. บุญคุณของบิดาไม่มี
           9. สัตว์ดลกที่ผุดเกิดและเติบโตทันที โดยไม่มีพ่อแม่ได้แก่สัตว์นรก, เปรต, เทวดา, พรหมนั้นไม่มี
    (อัน นี้เราเพิ่งรู้เหมือนกันถ้างั้นคราวหลังเราคง                                                                                                                                                                  ต้องบอกว่า เราอันนี้ไม่รู้แทนแล้วกัน)
           10. สมณพราหมณ์ที่รู้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง และสอนให้ผู้อื่นที่ถึงพร้อมด้วยสามัคคี ปฏิบัติตามโดยชอบไม่มี

    2. อเหตุกทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ (จะชั่วดีมีสุข ทุกข์มีโชคอับโชค เกิดเพราะความบังเอิญ)
                              หมายถึงความเห็นที่ว่าสัตว์ทั้หลาย ที่ได้รับความ ลำบาก หรือความสบายก็ตามไม่ได้อาศัยเหตุใดๆให้เกิดขึ้นเลย
                              แต่เป็นไปเองทั้งนั้น

    3. อกิริยทิฏฐิ คือความเห็นว่า การกระทำไม่สำคัญ หมายถึงความเห็นที่ว่าการกระทำต่างๆของสัตว์ทั้งหลายนั้น
                            ไม่เป็นบาป หรือเป็นบุญแต่ประการใด
    "

    ราย ละเอียดเรื่องราวที่เราอ่านนี้ มาจาก http://thai.mindcyber.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=96&page=1

    จริงๆรายละเอียดมีมากกว่า นี้ แต่เรายกเอาเท่าที่โดนใจ มาอ้างถึงเท่านั้นเอง

    ไปนอนดีกว่า
    ไม่ฮา ขอมีสาระกับเค้าบ้างละกันนะ

    MM!!, Ko

    9/9/2008

    ผ่าน DQE ละ

    พอรู้ผล ก็เฉยๆนะ
    เพราะว่าตอนทำ ก็รู้ว่าทำได้โอเค
     
    สอบผ่านก็โล่งนิดๆ ก็แค่นิดๆ เองว่ะ 55+
    9/8/2008

    ล้างรถแล้วเว้ย

    หลังจาก เกือบๆ เก้าเดือนที่ไม่เคยล้างรถเลย
    ก็ได้ฤกษ์ ล้างรถเสียที
    เช็ดๆ ออกมา นี่อย่างดำเลยว่ะ 55+

    MM!!, Ko

    9/7/2008

    นี่แหละ สุดยอด อาหาร

    อันนี้เป็นภาพความประทับใจเมื่อประมาณ สามสัปดาห์ที่แล้ว
    มันรสชาติใช้ได้จริงๆ (sandwich เราทำ แต่ว่าเพื่อนถ่ายมาให้)

    สุดยอดอาหารจริงๆ!!

    MM!!, Ko

    8/30/2008

    ต้มยำขนมปัง หน้าสาหร่าย

    ต้มยำขนมปัง เป็น อาหารที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
    ว่ากันว่า เริ่มทำขึ้นครั้งแรกใน ช่วงต้นศตวรรษ ที่ 21 บางความเชื่อได้อ้างว่า
    ต้มยำขนมปังนั้นเป็นการนำของที่ใกล้หมดอายุในตู้เย็น มาทำๆกินๆ เพื่อไม่ให้ทิ้งไว้จนหมดอายุ
    แต่แท้จริงแล้ว........................................................................

    มันก็เป็นอย่างนั้น นั่นแหละ 55+

    วิธีการทำต้มยำขนมปังฯนั้น ขั้นตอนแรก ต้องเริ่มจากการต้มน้ำ
    น้ำที่เดือดได้ที่จะทำให้ ต้มยำขนมปังฯ สุกได้ที่ น้ำต้มยำได้รสชาติกลมกล่ม

    เมื่อน้ำเดือดปุดๆ แล้ว จะต้องใช้ สาหร่ายชั้นดี ใส่ลงไปทันที (ล้างก่อนก็ดีนะ)
    หลังจากนั้น ให้นำ กระเจี๊ยบหั่นแช่แ่ข็ง, เต้าหู้ฟู ที่ทอดแล้ว, แฮมเจแช่แข็ง หอมชุบขนมปังทอดแช่แข็ง ใส่ลงไป

    การนำแฮมเจแช่แข็งใส่ลงไปทันทีโดยไม่หั่นนั้น เป็นเทคนิกการ ประหยัดเวลาขึ้นสุดยอด
    เทคนิกนี้ ถือว่าเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในช่วง ศตวรรษที่ 21 ทีเดียว

    เพราะการล้างมีดและเขียง ที่ใช้มาจากเมื่อเช้า นั้นอาจกินเวลานานถึง 2 นาที ทีเดียว!!! (ขี้เกียจล้างอ่ะ เหอะๆ)

    หลังจากส่วนผสมทั้งหมดสุกทั่วถึงได้ที่แล้ว ให้เอาเครื่องต้มยำ ใส่ลงไปแบบกะๆ เอา  เอาว่าพอให้ออกรส จากนั้นใส่น้ำมันงาตามลงไป เพื่อให้วิตามิน (ที่อาจจะมีอยู่บ้าง) สามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้

    ขั้นที่สำคัญถัดไปคือ การนำ ขนมปังธัญพืช สี่แผ่น วางไว้ในชาม ด้านละสองแผ่นซ้อนกัน แล้วตักเอา ต้มยำที่ทำเสร็จแล้ว ใส่ลงไป

    ส่วนที่เปียกและแห้ง ของขนมปัง จะทำให้เข้าถึงสัมผัสแห่งรสชาติ ได้อย่างนุ่มนวลกลมกล่อม
    ความซาบซึ้ง ในรสชาติของอาหาร ก็จะเกิดขึ้นเดียวนั้น นั่นเอง!!.................เอง.........เอง.......เอง   เอง เอง เอง เอง!!!............(โปรดทำ echo แล้วอ่านออกเสียงตามด้วย เพื่ออรรถรส ในการอ่านข้อความ  55+).................

    MM!!, Ko

    8/5/2008

    สมมติว่าได้ไปทะเลละกัน

    อยากไปทะเลว่ะ เฮ้ออออออ  ได้แต่โหลด วอเปเปอร์มาดูไปพลางๆ เหอะๆ ๆ

    8/3/2008

    อาหารที่สีสวยที่สุดในโลก

    ชื่อสามัญของอาหารจานนี้: เต้าหู้ผัดบีัทรูทราดข้าว (ไปลองสั่งตามสามย่านดู รับรองไม่มีขาย อยากได้ต้องทำกินเอง)
    ส่วนประกอบ: ข้าว พริกแห้ง เต้าหู้ บีทรูท(เอาทั้งใบและหัว)

    อันดับหนึ่ง หุงข้าวก่อน ขั้นตอนนี้สำคัญเหมือนกัน ต้องไม่ให้ข้าวแข็ง (ข้าวหอมมะลิ : น้ำ = 2.5 : 3 )
    หลังจากนั้นเอาบีทรูท ล้างน้ำก่อนเลย เพราะขี้ดินเยอะมาก
    แล้วตัดลำต้น เด็ดใบออก(ไม่เอาเส้นกลางใบนะแข็งท่าจะเคี้ยวยาก) เอาใบล้างน้ำให้สะอาด (ใช้ด่างทับทิม หรือผงฟูถูกๆ ถ้าไม่มีด่างทับทิม)
    ปอกเปลือกของบีทรูทออก ใช้มีดสับให้เป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ จะได้ไม่ต้องเคี้ยวมาก

    เสร็จแล้วสับเต้าหู้ ให้เล็กๆ น้ำมันจะได้พอท่วม

    ขั้นต่อไป ใส่น้ำมันลงกะทะ เปิดเตา ใส่เต้าหู้ แล้วรอจนมันเหลืองๆนิดๆ เอาพริกแห้งโรยหน้า โรยเกลือ
    เสร็จแล้วใส่ บีทรูทสับสามในสี่ที่มีลงไป ปิดเตาทันที แล้วใส่ใบมันลงไป
    คน คน คน คน
    พอเริ่มเย็นใส่ บีทรูทที่เหลือลงไป

    ตอนนี้เราจะเห็นได้ว่า เต้าหู้จะกลายเป็นสีชมพู ออกม่วงๆนิดหน่อย

    ตักขึ้นมาราดข้าวที่เพิ่งหุงเสร็จ
    ข้าวก็จะกลายเป็นสี ม่วงๆ ชมพูๆ

    ใส่ซีอิ๊วขาวซักหน่อย เป็นอันเสร็จพิธี


    พอเราลองกินดูแล้ว  สุดยอด สีสวยดี
    รสชาติก็เหมือนผัดผักเต้าหู้ทอดธรรมดานั่นแหละ เพราะบีทมันไม่มีรสอะไรเท่าไหร่อยู่แล้ว

    ที่มันเด็ดก็คือ ข้าวจะกลายเป็นสีๆนี่แหละ มันสวยดี 55+

    MM!!, Ko


    จะหมดไปอีกวันแล้ว !!

    ตืนมาก็เที่ยงแล้วเฮ้ออออ
    หุงข้าว อาบน้ำ ทำอาหาร แล้วก็ ทานอาหาร .................. ง่วงนอนมั๊กมั๊ก
    อีกอย่าง วันนี้ต้องซักผ้า (เหลือชุดสุดท้ายแล้ว!!)
    ขับรถเอาผ้าออกไปซัก โอ้โห!!! ข้างนอกโค-ตะ-ระ ร้อนเลย
    ขนาดเปิดประตูทั้งหมด แล้วรอ สิบวิได้ พอเข้าไป เปิดแอร์
    อย่างกะเปิด ฮีทเตอร์ ลมออกมาเป็นลมร้อนทั้งนั้น
    ร้อนจริงๆ เทาซ่า ร้อนกว่าเมืองไทยอีก เซ็ง(พอประมาณ)

    พอจะเอาผ้าออกจากรถ หยิบ ควอเตอร์ที่อยู่ในช่องรถข้างหน้าออกมา
    โอโห!!!!!!!!!!  มือแทบพอง!!!  กลับมาถึงห้อง ต้องเปิดน้ำเย็นผ่านมืออ่ะ เฮ้ออออออ

    จะทุ่มนึงแล้ว จะหมดวันแล้ว !!!!!!!!!

    วันนึงวันนึง ทำไม มันแป๊ปเดียวเองว้า??

    หาว หาว หาว ง่วง ง่วง ง่วง
    แต่ยังไม่อยากนอน อบผ้าไว้ เดี๋ยวลืมเอาออกมา ล่ะไม่มีใส่ 55+

    MM!!, Ko



    7/20/2008

    ฝันแบบเซ็ง จริงๆเซ็งได้ที่เลยหล่ะ

    Saturday 19 July 2008 8:30 PM GMT-6
    ฝันแบบเซ็ง จริงๆเซ็งได้ที่เลยหล่ะ
     
    วันก่อน (อันนี้จำไม่ได้แล้วว่าวันไหน) ฝันไปว่า นั่งรถกลับไปกับ *a**** แล้วพ่อ *a****นั่งข้างหน้า แล้วกำลังจะไปแต่งงานกัน ไม่มีใคร ใส่ชุด เจ้าสาวเจ้าบ่าว และ ก็ไม่ได้เห็นว่าฝันจริง
     
    มาวันนี้ เริ่มจากฝันว่าอยู่กับไอ้ *** ในห้อง(มันมาทำไมวะ)แล้วก็กอดกัน ซักพักก็มีอะไรกัน (แต่ไม่เห็นฉากนั้น มีกบว มาในฝันได้ด้วยหรอวะเนี่ย) แล้วมานั่งกอดกันต่อ (โหนี่เพ้อเจ้ออย่างแรง) เราก็สวดมนต์ก่อนนอนแล้วนะ แต่ดันมี คนโทรศัพท์ มาตอนหกโมงเย็น (นอนไปได้ประมาณ สามชั่วโมง) พอซักพักเดินลงมากับไอ้ *** แล้วเห็น*a* ล้างรถหรือทำอะไรอยู่ซักอย่างนี่แหละ แล้วM* ******* จุดไฟบนกระโปรงรถอีกคัน(จุดทำไมวะ)  ตอนนั้นฝนตกหนักมาก แต่ก็เหมือนว่าจะขับออกไปชน บ้านตรงข้ามที่เยื้องๆกัน (เค้าทะเลาะอะไรกันไม่รู้ ในฝันไม่ได้บอก) shot เด็ดคือ เค้าเอาประทัดไปหรืออะไรนี่แหละ ใส่ในชาม แล้วไปสาดใส่หน้าต่างบ้านตรงข้าม เพื่อให้เข้าไปในตัวบ้าน ระเบิดได้แบบเล็กๆรึเปล่าไม่แน่ใจ
     
     
    แต่ในขณะนั้นเอง เรากับ*a* ก็ไม่ได้สนใจอะไร ไอ้***เอากล้องวีดีโอไปถ่ายไว้ แต่ซักพักมันก็หายไปจากความฝัน และแล้ว สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
     
    มันเป็นฉากของความเงียบ เหมือนกับว่าเวลานั้นหยุดอยู่กับที่ แต่เป็นเราคนเดียวที่มี motion เราหันไปมองหน้า*a* แล้วก็สงสัยว่าทำไมความเงียบเกิดขึ้น เราก็ค่อยๆ หันกลับไปมองด้าน M* ******* เรา (อันนี้เป็นภาพเราหันไปแบบ slow แต่ว่าสิ่งอื่นยังหยุดอยู่กับที่อยู่ อาจจะเคยดูหนังมามากเกินไปเลยมีเรื่องมุมกล้องมาเกี่ยวมาก) เราได้ยินเสียงปืนสองนัด นัดแรกมาจากอีกบ้านหนึ่ง แต่อยู่ข้างๆกับที่M* ******* ไปก่อเหตุ เราเห็นเงาตะคุ่มๆ คือปืนอยู่ เราเห็นสีแดงชัดมากๆในความฝัน ซึ่งมันเป็นเลือดของ M* ******* อีกนัดมาจากเด็กในบ้าน ที่ถูกเอา อะไรไปสาดนั่นแหละ เด็กคนนั้นคืออะไรคล้ายๆปืน แต่ไม่ใช่ คาดว่าจะเป็นปืนอัดลมกระสุนเหล็กแบบที่ใช้ซ้อมยิง (อันนี้คิดเอาหลังจากตื่นแล้ว)
     
    พอเห็นแบบนั้น ความเงียบก็ยังคงอยู่ต่ออีกอึดใจหนึ่ง ในช่วงเวลานั้น เราคิดเลยว่า M* ******* โดนยิงตายแล้วแน่นอน แต่เหมือนว่าใจมันยังยอมรับไม่ได้ เรากับ*a* ก็หมอบลง ตัวติดพื้น แล้วเราก็คลานไปหลังรถ แล้วตะโกนขึ้นว่า ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาลที อารมณ์ตอนนั้นมันสุดๆ ไม่รู้มีสติพอจะเรียกรถพยาบาลได้ยังไง จริงๆเหมือนกับว่า เรารู้แล้วว่าM* ******* ตายแล้ว แต่ก็ยังจะเรียกรถพยาบาล เราได้ยินเสียง siren  แล้วจากนั้นเราก็ตื่น
     
    ตื่นมาแล้วก็งงๆ เซ็ง มากๆ ตอนสองทุ่มครึ่ง รู้สึกแย่ว่ะ ถ้าเป็นไปได้ เราไม่อยากฝันเลย
     
    MM!!, Ko